疫情将政府收入压得低于目标,公共债务超过60%,而许多经济体还没有在最近的“周期”中恢复。 Woraphon 建议政府主导投资-出口,利用货币市场机制,从世界各地筹集资金,设立信托以支持泰国的酒店业务。
今年下半期泰国经济将继续从2020年地2季度开始扩张,届时将是国内总产值将负8 % -10 %左右,然后第3-4季度经济将逐步恢复,投资将帮助从疫情后经济恢复。第三季度,GDP将为 – 5%至 - 6%,而第四季度为-3% - 4%,即使每个季度GDP都处于负值,但从第3季度就会开始复苏。今年全年的经济将为负5 %至6 % 。
证券交易委员会(SEC)前秘书长Woraphon Sokatiyanurak 和资本市场监督委员会的前主席指出,在2019年新冠病毒导致2020年经济紧缩,影响政府收入的存量和赤字。到2020年,政府的预算赤字总预算为3.2万亿泰铢,但收入目标定为2.7万亿泰铢,预算赤字约为4.69万亿泰铢。 新冠将使今年的预算预算低于目标,导致预算赤字增加。
关于预算赤字和收支增加低于目标,使政府除了减少成本外,还必须计划预算更加简洁,除了减少开支,还需要准备将公共债务上限从原来的GDP的60%扩大, 由于赤字扩大经济随着萎缩。 加上额外的1万亿泰铢借款,该国的公共债务趋势可能会超过GDP的60%,根据《货币与金融纪律法》,政府必须准备修改法律以扩大公共债务上限,这是政府预算管理的另一种方式。"
政府可能有必要扩大上限,实行经济管理,增加与外国的贸易,对国内单位和药品征收全额关税。征税,充分利用预算和贷款,从分配资金的项目转向尽快分配就业机会" 。
由于仍受疫情影响,泰国经济复苏缓慢还有一段时间,包括泰国对投资预算的限制,政府应该带头投资基础设施.无论怎样,尽管预算方面存在限制,但也可以在资本市场机制中加以推动,如基础设施组合基金。道路、铁路、电力、机场、港口。
应该做的是基础设施,并更快地让私营部门参与政府事务( PPP ) ,并作为动员来自私人和外国的金融机构的渠道, 这将有助于在经济限制时期,投资国家预算限制和增加公共债务限制的投资。
过去,公共部门还通过资助基础设施组合基金的形式筹资不多。就是投资于机场基础设施,从全球投资者那里筹集资金,支持研发。国内的航空好准备在疫情缓解后接待乘客,可以进行国际旅行。
至于高速铁路和双轨铁路,政府有很多项目需要在轨制上投资,如果只等预算的话,就不能那么快完工了。基础设施基金等筹资计划也应用于减轻政府预算负担。
在经济危机期间,应该采用资本市场机制的另一个原因是,目前旅游领域尤其如此:成立信托机构,参与酒店事务投资.为了支持泰国的酒店业,在缺乏流动性的情况下,酒店业得以生存下去。否则,这项业务就有可能落入所有外国人手中。通过持有投资单位一段时间,当经济好转时,逐渐将投资单位或股份卖回给企业所有者。
为酒店提供更多的商业流通资金,公共部门可以制定诸如维持经营条件的辅助措施。在这段时间不裁员是泰国长期旅游中心的问题,包括。为公众增加投资回报,每年的回报率为4 % -5 % ,有助于提高公众的回报率。
โควิดกดดันการจัดเก็บรายได้ภาครัฐต่ำกว่าเป้า หนี้สาธารณะจ่อเกิน 60% ขณะที่ภาคเศรษฐกิจหลายส่วนยังไม่ฟื้นตัวในระยะอันใกล้ "วรพล" แนะรัฐบาลเป็นผู้นำในการลงทุน - ส่งออก ใช้กลไกตลาดเงิน ตลาดทุน ระดมเม็ดเงินจากทั่วโลก พร้อมตั้งกองทรัสต์พยุงกิจการโรงแรมไทย
เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะยังคงขยายตัวติดลบต่อเนื่องจากไตรมาสที่ 2/63 ซึ่งจะเป็นช่วงที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะติดลบประมาณ 8 - 10% จากนั้นในไตรมาสที่ 3 -4 เศรษฐกิจจะค่อยๆฟื้นตัวขึ้น การลงทุนจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศจากโควิด
ไตรมาสที่ 3 จีดีพีจะอยู่ที่ - 5 ถึง -6% และในไตรมาสที่ 4 จะอยู่ที่ -3 ถึง - 4 % โดยแม้จีดีพีจะติดลบทุกไตรมาสแต่จะฟื้นตัวขึ้นตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปีและทั้งปีเศรษฐกิจปีนี้จะติดลบประมาณ -5 ถึง - 6%
วรพล โสคติยานุรักษ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.)และอดีตประธานคณะกรรมการกำกับตลาดทุน กล่าวว่า วิกฤติโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบทำให้เศรษฐกิจหดตัวจะส่งผลต่อการจัดเก็บรายได้และการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลโดยในปี 2563 มีวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 3.2 ล้านล้านบาท แต่มีการตั้งเป้าการจัดเก็บรายได้ไว้ที่ 2.7 ล้านล้านบาท และขาดดุลงบประมาณที่ประมาณ 4.69 แสนล้านบาท แต่การแพร่ระบาดของโควิดจะทำให้การจัดเก็บงบประมาณในปีนี้ต่ำกว่าเป้า ทำให้การขาดดุลงบประมาณจะเพิ่มขึ้น
สำหรับการขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้นและการจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้า ทำให้รัฐบาลจะต้องวางแผนการใช้จ่ายงบประมาณให้รัดกุมมากขึ้นนอกจากการลดค่าใช้จ่าย ยังต้องเตรียมการขยายเพดานหนี้สาธารณะจากเดิมที่อยู่ 60% ของจีดีพี เนื่องจากการขาดดุลที่เพิ่มขึ้นเกิดพร้อมกับเศรษฐกิจที่หดตัว และมีการกู้เงินเพิ่มอีก 1 ล้านล้านบาททำให้แนวโน้มหนี้สาธารณะของประเทศจะเกิน 60% ของจีดีพีได้ซึ่งรัฐบาลต้องเตรียมการแก้กฎหมายขยายเพดานหนี้สาธารณะตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งในการบริหารงบประมาณของรัฐบาล
"รัฐบาลอาจจำเป็นที่จะต้องมีการขยายเพดาน บริหารจัดการเศรษฐกิจ เพิ่มการค้ากับต่างประเทศ เก็บภาษีให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยและขยายการเก็บภาษี ใช้งบประมาณและเงินกู้ให้คุ้มค่ามากที่สุด เปลี่ยนจากโครงการที่เป็นการแจกเงินเป็นการจ้างงานให้ได้โดยเร็ว"
ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังมีการฟื้นตัวได้ล่าช้าเนื่องจากยังมีการแพร่ระบาดของโควิด รวมทั้งประเทศไทยมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณในการลงทุนรัฐบาลควรเป็นผู้นำในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณก็สามารถขับเคลื่อนในกลไกตลาดทุนมาช่วยเสริมได้ เช่น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบถนน ราง ไฟฟ้า สนามบิน ท่าเรือ "
สิ่งที่ควรทำคือโครงสร้างพื้นฐาน และทำได้รวดเร็วกว่า การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี) และเป็นช่องทางในการระดมทุนจากเอกชน สถาบันการเงิน ทั้งในและต่างประเทศที่จะช่วยให้เกิดการลงทุนในช่วงที่มีข้อจำกัดจากภาวะเศรษฐกิจ ข้อcของงบประมาณแผ่นดิน และข้อจำกัดที่มีภาระหนี้สาธารณะเพิ่มมากขึ้น
ที่ผ่านมาภาครัฐยังมีการระดมทุนในรูปแบบกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานไม่มากนักโดยกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่ภาครัฐควรสนับสนุนก็คือกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการลงทุนในท่าอากาศยานซึ่งสามารถระดมทุนจากนักลงทุนทั่วโลก ซึ่งเป็นการรองรับการพัฒนาสนามบินในประเทศให้มีความพร้อมที่จะรองรับผู้โดยสารหลังจากที่โควิดคลี่คลายแล้วสามารถเดินทางระหว่างประเทศได้
ส่วนรถไฟความเร็วสูง และรถไฟทางคู่ ซึ่งรัฐบาลมีโครงการจำนวนมากที่ต้องมีการลงทุนในระบบราง หากรองบประมาณอย่างเดียวจะไม่สามารถก่อสร้างได้รวดเร็ว ควรใช้รูปแบบการระดมทุนแบบกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเช่นกันเพื่อลดภาระงบประมาณภาครัฐด้วย
อีกส่วนหนึ่งที่ควรใช้กลไกตลาดทุนมาใช้ในช่วงที่มีวิกฤติเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวในขณะนี้ก็คือการจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อร่วมลงทุนในกิจการโรงแรม เพื่อเกื้อหนุนธุรกิจโรงแรมให้อยู่รอดได้เพื่อประคับประคองให้ธุรกิจโรงแรมของไทยอยู่รอดได้ในช่วงที่ขาดสภาพคล่อง ไม่เช่นนั้นมีความเสี่ยงที่กิจการจะตกไปอยู่ในคนต่างชาติทั้งหมด โดยเข้าไปถือหน่วยลงทุนไว้ในระยะเวลาหนึ่งเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นค่อยขายหน่วยลงทุนหรือหุ้นกลับไปให้กับเจ้าของกิจการได้
การช่วยให้โรงแรมมีเงินหมุนเวียนในการทำธุรกิจมากขึ้น และภาครัฐสามารถกำหนดเงื่อนไขในการช่วยพยุงกิจการเช่นกำหนดให้คงสภาพการจ้างงานพนักงานไว้โดยไม่ปลดพนักงานในช่วงนี้ ถือเป็นการตอบโจทย์ในเรื่องของศูนย์กลางการท่องเที่ยวในระยะยาวของไทย รวมถึงเป็นการเพิ่มผลตอบแทนในการลงทุนให้กับประชาชนด้วย โดยผลตอบแทนจะอยู่ที่ 4 -5%ต่อปีซึ่งช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้ประชาชน
新闻来源:https://www.bangkokbiznews.com/
新闻编译:陈雯欣